เศรษฐกิจไทย หัวใจเดียวกัน
ปีนี้เป็นอีกปีที่ผู้ประกอบการในธุรกิจเกษตร อาทิ ผู้ค้าปัจจัยการผลิต เกษตรกรและผู้ค้าผลผลิตคาดหวังว่าสถานการณ์การค้าการขายจะดีขึ้นกว่าทุกปีเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้บริโภคเองก็คาดหวังว่าราคาผลผลิตจะถูกลงมาบ้างเพื่อลดภาระค่าครองชีพลงสักหน่อยก็ยังดี ความต้องการสวนทางกันทุกปีโดยไม่ต้องนัดหมาย ไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่สิ่งที่ทุกคนทำได้ทันทีคือมีสติ ไตร่ตรอง ใช้ชีวิตบนความไม่ประมาท ใช้จ่ายทุกบาททุกสตางค์อย่างมีความหมาย ลงทุนในกิจการที่มีความมั่นใจสูง หลีกหนีให้ห่างจากการลงเงินก้อนใหญ่ๆ กับทุกสิ่งที่มีความเสี่ยงและความไม่แน่นอน (Risk & Uncercainty) ถ้ามีภูมิคุ้มกันเช่นนี้ เศรษฐกิจจะเป็นเช่นไรก็ไม่ต้องมีอะไรต้องกังวล จริงๆ แล้วถ้าติดตามสถานการณ์ของโลกอยู่เป็นประจำ ในทุกภาวะเศรษฐกิจ มันก็มีทั้งคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจที่แต่ละคนทำกันอยู่นั้นมีปัจจัยมาจากด้านไหนมากกว่ากันเท่านั้นเอง
ปีที่แล้วนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องสภาพอากาศและทรัพยากรน้ำจากทั้งฝั่งจุฬาฯ และม.รังสิตให้ความเห็นตรงกันคือครึ่งปีแรกนี้ประเทศไทยจะประสบกับปัญหาภัยแล้งที่เกิดจากปรากฎการณ์เอลนินโญ ไตรมาสแรกไม่ต้องพูดถึง แทบจะไม่มี Crop อะไรใหญ่ๆ ปลูกกันอยู่แล้ว มีก็ประปราย พริกชัยภูมิ มะเขือเทศริมโขงนิดหน่อย พืชยืนต้นก็เป็นช่วงผลัดใบพักต้น เป็นช่วงที่เกษตรกรเตรียมปัจจัยการผลิตสำหรับฤดูต้นฝนที่จะมาถึงในไตรมาส 2 ซึ่งก็คือฤดูปลูกแรกของปี ปีนี้ก็หืดขึ้นคอกับการหาน้ำมารดต้นกล้าเหมือนเช่นเคย ใจแข็งๆ ผ่านกลางปีไปให้ได้ฝนก็มาแล้วหล่ะ เข้าฤดูเก็บเกี่ยวพอดี ข้อดีคือ อากาศร้อนแล้งมากๆ โรคจะไม่ค่อยมี แต่แมลงก็จะเยอะสักหน่อย พรมๆ สารป้องกันกำจัดแมลงคุมไว้บ้างก็ดี แต่พอเข้ากลางปีโรคจะเริ่มตามมาเพราะฝนเริ่มตก ความชื้นในอากาศสูงขึ้น แต่ก็ยังประมาทกลุ่มหนอน แมลงไม่ได้ เขาก็ยังหากินของเขาอยู่เรื่อยๆ เกษตรกรก็ต้องฉีดสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงไปพร้อมๆ กัน ยิ่งย่างเข้าใกล้ปลายปี ปริมาณฝนจะยิ่งมากขึ้น โอกาสที่จะเกิดความเสียหายต่อพืชปลูกของเราก็ยิ่งสูงขึ้นตามกันมา
นักเกษตรบริษัทเอกชนปีนี้ต้องทำงานหนักขึ้นบนสถานการณ์ที่คาดการณ์ลำบาก ถึงแม้จะเห็นช่วงการใช้ปัจจัยการผลิตชัดเจนขนาดนี้ เพราะที่แน่ๆ กำลังซื้อหด การส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศเป้าหมายก็ยังไม่สู้ดี เพราะเราโดนตัดสิทธิพิเศษทางการค้าไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ปล่อยปละละเลยกับผลประโยชน์ของประเทศชาติกันขนาดนี้ คนไทยทุกคนก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันนั่นแหละ ร้ฐบาลที่จะเข้ามาใหม่เลยต้องมาตั้งโต๊ะเจรจากับลูกค้าต่างประเทศกันใหม่ ใช้เวลาอย่างน้อยอีก 4 ปี ในระหว่างที่รอก็เจอผลผลิตสวยๆ ราคาถูกๆ มาจากประเทศเพื่อนบ้าน นั่นหมายความว่ากำลังซื้อสินค้าเกษตรที่ผลิตภายในประเทศของผู้บริโภคแทบเป็นศูนย์ ถึงตอนนั้นผลผลิตที่มีราคาสูงเช่น ทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านเริ่มออก ไม่รู้ตลาดจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่สำหรับตอนนี้ทุเรียนถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีของเกษตรกรไทย เพราะทุเรียนขายดีในช่วงเวลาเดียวกับภาวะเศรษฐกิจของโลกและของไทยไม่ดี นั่นหมายความว่าสินค้าบางชนิดไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ คนจีนหยุดเที่ยวเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจแต่ไม่ยักกะหยุดบริโภคทุเรียน ส่วนพี่น้องชาวไทยบ่นกันว่าเศรษฐกิจแย่ๆ แต่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนไม่ยักกะลดลง กินเที่ยวกันระเบิดระเบ้อ ดูช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาก็แล้วกัน ปีนี้มีหยุดยาวอีกหลายรอบ น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายในประเทศได้ไม่น้อยแหละ
ปีนี้เป็นอีกปีที่ผู้ประกอบการในธุรกิจเกษตร อาทิ ผู้ค้าปัจจัยการผลิต เกษตรกรและผู้ค้าผลผลิตคาดหวังว่าสถานการณ์การค้าการขายจะดีขึ้นกว่าทุกปีเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้บริโภคเองก็คาดหวังว่าราคาผลผลิตจะถูกลงมาบ้างเพื่อลดภาระค่าครองชีพลงสักหน่อยก็ยังดี ความต้องการสวนทางกันทุกปีโดยไม่ต้องนัดหมาย ไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่สิ่งที่ทุกคนทำได้ทันทีคือมีสติ ไตร่ตรอง ใช้ชีวิตบนความไม่ประมาท ใช้จ่ายทุกบาททุกสตางค์อย่างมีความหมาย ลงทุนในกิจการที่มีความมั่นใจสูง หลีกหนีให้ห่างจากการลงเงินก้อนใหญ่ๆ กับทุกสิ่งที่มีความเสี่ยงและความไม่แน่นอน (Risk & Uncercainty) ถ้ามีภูมิคุ้มกันเช่นนี้ เศรษฐกิจจะเป็นเช่นไรก็ไม่ต้องมีอะไรต้องกังวล จริงๆ แล้วถ้าติดตามสถานการณ์ของโลกอยู่เป็นประจำ ในทุกภาวะเศรษฐกิจ มันก็มีทั้งคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจที่แต่ละคนทำกันอยู่นั้นมีปัจจัยมาจากด้านไหนมากกว่ากันเท่านั้นเอง
ปีที่แล้วนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องสภาพอากาศและทรัพยากรน้ำจากทั้งฝั่งจุฬาฯ และม.รังสิตให้ความเห็นตรงกันคือครึ่งปีแรกนี้ประเทศไทยจะประสบกับปัญหาภัยแล้งที่เกิดจากปรากฎการณ์เอลนินโญ ไตรมาสแรกไม่ต้องพูดถึง แทบจะไม่มี Crop อะไรใหญ่ๆ ปลูกกันอยู่แล้ว มีก็ประปราย พริกชัยภูมิ มะเขือเทศริมโขงนิดหน่อย พืชยืนต้นก็เป็นช่วงผลัดใบพักต้น เป็นช่วงที่เกษตรกรเตรียมปัจจัยการผลิตสำหรับฤดูต้นฝนที่จะมาถึงในไตรมาส 2 ซึ่งก็คือฤดูปลูกแรกของปี ปีนี้ก็หืดขึ้นคอกับการหาน้ำมารดต้นกล้าเหมือนเช่นเคย ใจแข็งๆ ผ่านกลางปีไปให้ได้ฝนก็มาแล้วหล่ะ เข้าฤดูเก็บเกี่ยวพอดี ข้อดีคือ อากาศร้อนแล้งมากๆ โรคจะไม่ค่อยมี แต่แมลงก็จะเยอะสักหน่อย พรมๆ สารป้องกันกำจัดแมลงคุมไว้บ้างก็ดี แต่พอเข้ากลางปีโรคจะเริ่มตามมาเพราะฝนเริ่มตก ความชื้นในอากาศสูงขึ้น แต่ก็ยังประมาทกลุ่มหนอน แมลงไม่ได้ เขาก็ยังหากินของเขาอยู่เรื่อยๆ เกษตรกรก็ต้องฉีดสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงไปพร้อมๆ กัน ยิ่งย่างเข้าใกล้ปลายปี ปริมาณฝนจะยิ่งมากขึ้น โอกาสที่จะเกิดความเสียหายต่อพืชปลูกของเราก็ยิ่งสูงขึ้นตามกันมา
นักเกษตรบริษัทเอกชนปีนี้ต้องทำงานหนักขึ้นบนสถานการณ์ที่คาดการณ์ลำบาก ถึงแม้จะเห็นช่วงการใช้ปัจจัยการผลิตชัดเจนขนาดนี้ เพราะที่แน่ๆ กำลังซื้อหด การส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศเป้าหมายก็ยังไม่สู้ดี เพราะเราโดนตัดสิทธิพิเศษทางการค้าไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ปล่อยปละละเลยกับผลประโยชน์ของประเทศชาติกันขนาดนี้ คนไทยทุกคนก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันนั่นแหละ ร้ฐบาลที่จะเข้ามาใหม่เลยต้องมาตั้งโต๊ะเจรจากับลูกค้าต่างประเทศกันใหม่ ใช้เวลาอย่างน้อยอีก 4 ปี ในระหว่างที่รอก็เจอผลผลิตสวยๆ ราคาถูกๆ มาจากประเทศเพื่อนบ้าน นั่นหมายความว่ากำลังซื้อสินค้าเกษตรที่ผลิตภายในประเทศของผู้บริโภคแทบเป็นศูนย์ ถึงตอนนั้นผลผลิตที่มีราคาสูงเช่น ทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านเริ่มออก ไม่รู้ตลาดจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่สำหรับตอนนี้ทุเรียนถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีของเกษตรกรไทย เพราะทุเรียนขายดีในช่วงเวลาเดียวกับภาวะเศรษฐกิจของโลกและของไทยไม่ดี นั่นหมายความว่าสินค้าบางชนิดไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ คนจีนหยุดเที่ยวเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจแต่ไม่ยักกะหยุดบริโภคทุเรียน ส่วนพี่น้องชาวไทยบ่นกันว่าเศรษฐกิจแย่ๆ แต่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนไม่ยักกะลดลง กินเที่ยวกันระเบิดระเบ้อ ดูช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาก็แล้วกัน ปีนี้มีหยุดยาวอีกหลายรอบ น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายในประเทศได้ไม่น้อยแหละ
Comments
Post a Comment